ธุรกิจขนาดย่อมจนถึงขนาดใหญ่ จำเป็นต้องมีการใช้เครื่องทุ่นแรงเพื่อการจัดส่งและขนย้ายสิ่งของ ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบ ชิ้นส่วนอุปกรณ์ จนถึงผลิตภัณฑ์ที่สำเร็จรูปพร้อมส่งถึงมือลูกค้า รถโฟล์คลิฟท์จึงเป็นหนึ่งเครื่องจักรกลสำคัญ ที่ช่วยตอบสนองความรวดเร็วในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ขับรถโฟล์คลิฟท์

การใช้งานรถโฟล์คลิฟท์อย่างปลอดภัยทั้งต่อผู้ปฏิบัติงานและผู้ทำงานแวดล้อมในโรงงาน จึงเป็นเรื่องที่ควรใส่ใจ ในวันนี้เราจึงขอกล่าวถึงแนวทางในการขับรถโฟล์คลิฟท์ ที่สอดคล้องกับข้อบัญญัติทางกฎหมาย คือ “กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร ปั้นจั่น และหม้อน้ำ พ.ศ. 2552” ดังนี้

1. คุณสมบัติผู้ใช้งานรถโฟล์คลิฟท์

รถโฟล์คลิฟท์เป็นรถที่มีรูปแบบเฉพาะตัวตามวัตถุประสงค์การใช้งานที่แตกต่างจากรถยนต์โดยสารทั่วไป ดังนั้น ผู้ปฏิบัติงานจึงต้องผ่านการฝึกอบรมตามหลักสูตรที่อธิบดีประกาศกำหนด

2.  ตรวจความพร้อมของรถก่อนใช้งานเสมอ

ขับรถโฟล์คลิฟท์

เช่นเดียวกับรถทั่วไป ที่ท่านต้องตรวจสอบความสมบูรณ์ในการใช้งานเป็นประจำทุกวัน ทั้งสภาพภายนอก ภายใน และด้วยการทดลองขับรถโฟล์คลิฟท์อย่างช้า ๆ เพื่อลดความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุที่เกิดจากชิ้นส่วนของรถโฟล์คลิฟท์ชำรุด หากพบความผิดปกติใด ๆ ต้องระงับการใช้งานและแจ้งหัวหน้างานเพื่อรีบดำเนินการซ่อมบำรุงทันที

3. พิกัดการบรรทุกสิ่งของ

งายกวัตถุที่อยู่ด้านหน้าตัวรถ มีขีดจำกัดในการรองรับน้ำหนัก และความสูงของเสายก ก็มีระดับที่ไม่ควรบรรทุกสินค้าซ้อนกันสูงมากเกินระดับสายตาผู้ขับไป เพราะจะบดบังวิสัยทัศน์และอาจทำให้สินค้าร่วงหล่นจากแท่นงายกได้ง่าย ผู้ที่ควบคุมดูแล จึงควรทำป้ายแสดงพิกัดน้ำหนักและความสูงของวัตถุที่จะยกได้ไว้ที่ตัวรถโฟล์คลิฟทุกคัน เพื่อลดความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุและยืดอายุการใช้งานของรถด้วย

good-rich-forklift

4. การควบคุมความเร็วและการส่งสัญญาณขณะใช้รถ

การบีบแตร เป็นการส่งสัญญาณเสียงเตือนที่สำคัญ เมื่อขับรถโฟล์คลิฟท์ ในจุดที่มีคนอยู่จำนวนมาก และโดยเฉพาะในจุดอับสายตา ประตูเข้าออก ต่าง ๆ ดังนั้น การควบคุมความเร็วอย่างเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และไม่ขับขี่อย่างคึกคะนองจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อลดความรุนแรงของอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

การใช้-รถโฟล์คลิฟท์

5. จัดสิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสม

ในจุดที่มีการใช้รถโฟล์คลิฟท์เป็นประจำ เช่น คลังสินค้า ลานจอดรถ หรือบริเวณที่แคบ ควรตีเส้นที่พื้นเพื่อกำหนดเป็นช่องทางสำหรับขับขี่รถโฟล์คลิฟท์โดยเฉพาะ รวมถึงการติดอุปกรณ์จราจร เช่น กระจกนูน เพื่อเพิ่มวิสัยทัศน์ในการขับขี่ในจุดที่เป็นทางเลี้ยวต่าง ๆ

6. ใส่ใจรายละเอียดระหว่างใช้งานใช้รถโฟล์คลิฟท์

ในระหว่างการขับรถโฟล์คลิฟท์ ไม่ควรให้ผู้อื่นปีนป่าย เข้ามานั่งหรือยืนในห้องโดยสาร หรืออยู่ใกล้บริเวณเสาและงายกสินค้า และตัวผู้ขับขี่เองก็ไม่ควรยืนอวัยวะส่วนใด เช่น มือ แขน เท้า ออกนอกโครงหลังคาและเสาของรถ นอกจากนี้ หากเป็นจุดที่มีคนทำงานจำนวนมาก ต้องระวังไม่ให้มีการทำงานขนย้ายของใต้งารถ เพราะเป็นจุดเสี่ยงที่ผู้ควบคุมรถอาจไม่ทันสังเกต จนเกิดอุบัติเหตุได้

7. การแต่งกายที่รัดกุม

ผู้ปฏิบัติงานควรสวมเสื้อผ้าที่รัดกุม พอดีตัว ไม่รุ่มร่าม และสวมใส่หมวกนิรภัยอยู่เสมอในระหว่างการขับขี่ ต้องคำนึงเสมอว่าอุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่และทุกเวลา

forklift

8. พาเลตรองสินค้าต้องเหมาะสม

ส่วนงาของรถโฟล์คลิฟท์ถูกออกแบบมาเพื่อสอดใต้พาเลตได้อย่างพอดี ทำให้การขนย้ายสิ่งของเป็นไปอย่างมีระเบียบและรวดเร็ว แต่หากพาเลตหรือฐานรองสินค้า ซึ่งอาจทำจากพลาสติกหรือไม้ อยู่ในสภาพกร่อนชำรุด ยุบตัวหรือหักขณะยก ก็จะทำให้จุดศูนย์ถ่วงของวัตถุที่ยกเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน อาจทำให้สินค้าร่วงหล่นจากงายกและเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงตามมาได้ ผู้ขับขี่รถโฟล์คลิฟท์จึงควรเป็นคนช่างสังเกตและมีสมาธิในการทำงานเพื่อรับมือกับเหตุการณ์เฉพาะหน้าได้ดียิ่งขึ้น

                การใช้รถโฟล์คลิฟท์อย่างปลอดภัย มิใช่เพียงการขับขี่รถยนต์ได้เท่านั้น ผู้ปฏิบัติงานต้องผ่านการฝึกอบรมตามหลักสูตรที่อธิบดีประกาศกำหนด มีความช่างสังเกต มีสมาธิสูง และควรใส่ใจรายละเอียดในระหว่างการปฏิบัติงานทุกขั้นตอน ทั้งไม่ละเลยสอดส่องสภาพแวดล้อมในบริเวณที่ทำงาน เพื่อช่วยลดอุบัติเหตุต่าง ๆ ที่ป้องกันได้ด้วยความไม่ประมาท

ซื้อรถโฟล์คลิฟท์